รถลุยน้ำท่วมดับ เคลมประกันทิพยประกันภัยได้ไหม? วิธีถ่ายรูปบันทึกหลักฐานไม่ให้ประกันมองว่าประมาท

7 คนประกันภัย
รถลุยน้ำท่วมดับ เคลมประกันทิพยประกันภัยได้ไหม? วิธีถ่ายรูปบันทึกหลักฐานไม่ให้ประกันมองว่าประมาท

ฝนตกหนักไม่กี่นาที น้ำก็เอ่อล้นท่วมถนนจนมิดฟุตบาท มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีทางเลี่ยง จำใจต้องค่อยๆ ขับลุยไปข้างหน้า แต่จู่ๆ เครื่องยนต์กลับกระตุก ดับวูบสนิทกลางสายน้ำ! วินาทีนั้นความตกใจพร้อมคำถามในหัว แบบนี้ประกันจะจ่ายไหม? เขาจะหาว่าเราขับลุย ประมาทเลินเล่อจนไม่ยอมเคลมหรือเปล่า? 

คำตอบสั้นๆ คือ เคลมได้ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพราะจุดที่ตัดสินว่าประกันจะจ่ายหรือไม่จ่าย ไม่ได้อยู่ที่น้ำท่วม แต่อยู่ที่ใครประมาทต่างหาก และนี่คือเหตุผลที่การถ่ายรูปเก็บหลักฐานตั้งแต่วินาทีแรกที่รถดับ สำคัญพอๆ กับการโทรแจ้งเคลม

TIPINSURE จะพาไปดูให้ชัดว่า รถลุยน้ำท่วมดับแบบไหนที่ทิพยประกันภัยเคลมให้ แบบไหนที่เสี่ยงโดนปฏิเสธ และที่สำคัญคือ ต้องถ่ายรูปอะไรบ้าง ถ่ายแบบไหน เพื่อป้องกันไม่ให้ประกันตีความว่าเราขับรถแบบประมาทเลินเล่อ

รถลุยน้ำท่วมดับ ประกันชั้น 1 คุ้มครองจริงไหม

ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้น 1 โดยทั่วไป (รวมถึงทิพยประกันภัย) ครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ หรือลูกเห็บ ดังนั้นในหลักการ รถที่เสียหายจากน้ำท่วมสามารถเคลมได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีน้ำเข้าเครื่องบางส่วน หรือรถจมทั้งคัน

แต่ตัวแปรสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ เงื่อนไข ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่บริษัทประกันส่วนใหญ่ใช้พิจารณาร่วมด้วย พูดง่ายๆ คือ ต่อให้เป็นภัยธรรมชาติ แต่ถ้าความเสียหายเกิดจากการตัดสินใจของเราเองที่รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยง แต่ยังฝ่าไปก็มีสิทธิ์ถูกปฏิเสธเคลมได้เช่นกัน

อุบัติเหตุสุดวิสัย กับ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

สิ่งที่หลายคนกังวลที่สุดคือข้ออ้างเรื่อง ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (Gross Negligence) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสากลที่บริษัทประกันภัยทุกแห่งอาจใช้เป็นเหตุผลในการปฏิเสธจ่ายสินไหม หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ขับจงใจหรือละเลยอย่างชัดเจน

กรณีที่มีโอกาสเคลมได้

  • จอดรถไว้ในที่ปกติ (บ้าน ที่ทำงาน ลานจอดรถ) แล้วน้ำท่วมขึ้นมาเองโดยไม่ทันตั้งตัว
  • ขับขี่ตามเส้นทางปกติแล้วเจอน้ำท่วมกะทันหันจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือถอยหนีได้ 

กรณีที่เสี่ยงเคลมไม่ได้ เพราะเข้าข่ายประมาท

  • เห็นน้ำท่วมสูงอยู่ตรงหน้า แต่ยังฝืนขับลุยต่อ
  • ขับเข้าไปในเส้นทางที่มีป้ายปิดเส้นทาง หรือเจ้าหน้าที่กั้นไม่ให้ผ่าน แต่ยังฝ่าไป
  • จงใจขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ราชการประกาศเป็นเขตน้ำท่วม/ห้ามสัญจร
  • สตาร์ทรถซ้ำหลังเครื่องดับจากน้ำเข้า ซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น (น้ำเข้ากระบอกสูบ) จนกลายเป็นความเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากความไม่ระมัดระวัง

พูดให้เห็นภาพคือ ประกันไม่ได้ตัดสินที่น้ำท่วม แต่ตัดสินใช้เกณฑ์และหลักฐานในการพิจารณาตัดสินจากเจตนาและความระมัดระวัง(ความประมาทเลินเล่อ) 

รถดับกลางน้ำ ต้องทำอะไรก่อน แล้วค่อยเคลม

ก่อนพูดเรื่องรูปถ่าย มาดูขั้นตอนที่ควรทำทันทีที่รถดับกันก่อน

  • ห้ามสตาร์ทรถซ้ำเด็ดขาด ถ้ารู้ตัวว่าน้ำเข้าเครื่องแล้วรถดับ อย่าพยายามสตาร์ทซ้ำ เพราะอาจทำให้ก้านสูบงอหรือเครื่องพังหนักกว่าเดิม และอาจถูกมองว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากเราเองเพิ่มเติม
  • เข็นรถ (หรือรอความช่วยเหลือ) ไปยังจุดที่น้ำไม่ท่วมถึงใต้ท้องรถ ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย
  • โทรแจ้งเคลมทันทีที่ 1736 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน TIP Flash Claim ของทิพยประกันภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่นัดหมายเข้าตรวจสอบความเสียหาย
  • อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุ จนกว่าจะถ่ายภาพหลักฐานครบถ้วน (ยกเว้นกรณีจำเป็นเพื่อความปลอดภัย)

วิธีถ่ายรูปบันทึกหลักฐาน ไม่ให้ประกันมองว่าประมาท

นี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเคลมของคุณราบรื่นขึ้นมาก เพราะรูปถ่ายคือหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดในการอธิบายว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ไม่ใช่แค่คำบอกเล่าที่อาจตีความไม่ตรงกับความเป็นจริง

สิ่งที่ควรถ่ายให้ครบ

  • ระดับน้ำเทียบกับตัวรถ ถ่ายให้เห็นชัดว่าน้ำท่วมสูงถึงระดับไหนของรถ (ล้อ กันชน พื้นรถ หรือสูงกว่านั้น) เพื่อยืนยันความรุนแรงของสถานการณ์ ณ ขณะนั้น
  • สภาพถนนและบริเวณโดยรอบ ถ่ายภาพมุมกว้างให้เห็นสภาพน้ำท่วมทั้งเส้นทาง ไม่ใช่แค่ตัวรถ เพื่อแสดงว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วบริเวณ ไม่ได้เจาะจงแค่จุดที่รถจอด
  • ป้ายเตือนหรือแนวกั้น (ถ้ามี) หากจุดที่เกิดเหตุไม่มีป้ายเตือนหรือแนวกั้นใดๆ ให้ถ่ายให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เพราะเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าไม่ได้ฝ่าฝืนคำเตือน
  • เวลาที่เกิดเหตุ (Timestamp) เปิดฟังก์ชันแสดงวันที่-เวลาบนกล้องมือถือ หรือถ่ายภาพนาฬิกา/หน้าจอมือถือคู่กับรถ เพื่อยืนยันช่วงเวลาที่เกิดเหตุให้ตรงกับข้อมูลสภาพอากาศจริง
  • สภาพรถหลังเกิดเหตุ ถ่ายทั้งภายนอกและภายในรถ โดยเฉพาะจุดที่น้ำเข้าถึง เช่น พื้นรถ เบาะ คอนโซล ห้องเครื่อง
  • วิดีโอสั้นๆ ประกอบ ถ้าเป็นไปได้ ให้ถ่ายวิดีโอ 10-20 วินาทีขณะรถดับหรือหลังเกิดเหตุทันที เพราะวิดีโอจะช่วยยืนยันลำดับเหตุการณ์ได้ชัดเจนกว่าภาพนิ่ง

ข้อควรระวังในการถ่ายรูป

  • ถ่ายให้ครบก่อนที่จะเคลื่อนย้ายรถหรือทำความสะอาด เพราะเมื่อน้ำลดหรือรถถูกเข็นออกไปแล้ว หลักฐานสภาพจริง ณ ที่เกิดเหตุจะหายไป
  • เก็บไฟล์ภาพต้นฉบับไว้ในมือถือ อย่าส่งต่อจนไฟล์ถูกบีบอัดจนรายละเอียดหาย

การมีชุดหลักฐานที่ครบถ้วนแบบนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินสินไหมเห็นภาพเหตุการณ์ตรงกับความเป็นจริง ลดโอกาสที่จะถูกตีความว่าน่าจะประมาทจากการขาดข้อมูล

เกณฑ์ประเมินความเสียหายรถน้ำท่วม 5 ระดับ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้วางกรอบมาตรฐานการประเมินค่าซ่อมรถน้ำท่วมไว้เป็น 5 ระดับ ซึ่งบริษัทประกันภัยใช้อ้างอิงในการประเมินความเสียหาย ดังนี้

  • ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถ (พรมรถ) ค่าซ่อมประมาณ 8,000-10,000 บาท
  • ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่งและระบบไฟฟ้าบางส่วน ค่าซ่อมประมาณ 15,000-20,000 บาท
  • ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมประมาณ 25,000-30,000 บาท
  • ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมเริ่มต้นตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
  • ระดับ E รถจมน้ำทั้งคัน กรณีนี้บริษัทประกันจะพิจารณาจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันภัยแทนการซ่อม

ระดับความเสียหายที่ประเมินได้ จะสัมพันธ์โดยตรงกับรูปถ่ายที่คุณเก็บไว้ ยิ่งมีภาพระดับน้ำชัดเจนเท่าไหร่ การประเมินก็ยิ่งตรงกับความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

เอกสารที่ต้องเตรียมยื่นเคลม

หลังแจ้งเหตุและมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้ว โดยทั่วไปเอกสารหลักที่ต้องใช้ประกอบการเคลมมีดังนี้

  • ใบรับรองความเสียหาย (ใบเคลม) จากเจ้าหน้าที่
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย หรือผู้นำรถเข้าซ่อม
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • ภาพถ่ายความเสียหายของรถที่เกิดจากเหตุการณ์ (ตามที่เก็บหลักฐานไว้)
  • หนังสือมอบอำนาจ กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย

หากรถเสียหายทั้งคัน (Total Loss) จะมีเอกสารเพิ่มเติม เช่น หนังสือแสดงความประสงค์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ และสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี สามารถสอบถามรายละเอียดเอกสารที่ครบถ้วนตามกรมธรรม์ของแต่ละคนได้ที่เจ้าหน้าที่โดยตรง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q : รถดับเพราะลุยน้ำท่วม ต้องรอกี่วันถึงจะรู้ผลเคลม?

A : โดยทั่วไปบริษัทประกันจะพิจารณาผลภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง

Q : ถ้าไม่มีรูปถ่ายตอนเกิดเหตุ ยังเคลมได้ไหม?

A : ยังพอเคลมได้ แต่การประเมินอาจทำได้ยากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องสาเหตุความเสียหายมากกว่าเคสที่มีหลักฐานชัดเจน

Q : สตาร์ทรถไปแล้วหลังน้ำเข้าเครื่อง จะเคลมได้ไหม?

A : มีความเสี่ยงสูงที่ส่วนความเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากการสตาร์ทซ้ำจะไม่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน เพราะถือเป็นความเสียหายที่อาจป้องกันได้แต่ไม่ได้ระมัดระวัง

Q : แจ้งเคลมกับทิพยประกันภัยต้องทำยังไง?

A : โทรแจ้ง 1736 กด 1 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน TIP Flash Claim ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Q : หากบริษัทประกันตีความว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ จะทำอย่างไรได้บ้าง?

A : สามารถนำภาพถ่าย วิดีโอกล้องหน้ารถ และหลักฐานสภาพแวดล้อมที่บันทึกไว้เข้ายื่นอุทรณ์ชี้แจงกับฝ่ายพิจารณาสินไหมของบริษัทประกันภัยได้

ฤดูฝนกับถนนเมืองไทยเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ การมีประกันรถยนต์ที่คุ้มครองภัยน้ำท่วมอย่างแท้จริงจะเปลี่ยนค่าใช้จ่ายหลักแสนให้กลายเป็นความอุ่นใจ อย่ารอให้เครื่องยนต์ดับกลางน้ำแล้วค่อยมาเปิดอ่านกรมธรรม์

เช็กเบี้ยประกันภัยหรือเลือกสมัคร ประกันรถยนต์ชั้น 1 จาก ทิพยประกันภัย ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ และน้ำท่วม พร้อมทีมช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ได้สะดวก รวดเร็ว ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามข้อมูล โทร. 1736

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 

*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง