เตรียมตัวให้พร้อม! ญี่ปุ่นยกเลิก Tax Free เปลี่ยนเป็น Tax Refund ปลายปี 2026

229 คนท่องเที่ยว
เตรียมตัวให้พร้อม! ญี่ปุ่นยกเลิก Tax Free เปลี่ยนเป็น Tax Refund ปลายปี 2026

ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยว ไปช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่น ต้องรู้ก่อน! เพราะตั้งแต่ปลายปี 2026 ญี่ปุ่นจะยกเลิกระบบ Tax Free ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่คือ Tax Refund แทน

หมายความว่าต่อไปเวลาซื้อของนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายรวมภาษีไปก่อน แล้วจึงไปขอคืนภาษีภายหลัง ไม่ใช่จ่ายแบบหักภาษีทันทีที่ร้านค้าอีกต่อไป ซึ่งอาจกระทบกับแผนการช้อปปิ้งของหลายๆ คน ทั้งเรื่องงบประมาณ เวลา และความสะดวก

แล้วระบบใหม่นี้จะต่างจากเดิมยังไง? จะยุ่งยากหรือสะดวกขึ้น? และนักท่องเที่ยวอย่างเราควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์มาดูกัน

 

ระบบเดิม Tax Free คืออะไร?

ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวที่ไปญี่ปุ่นสามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Tax Free แล้วจ่ายในราคาที่ หักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 10%) ออกทันที ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และเพียงแค่แสดงพาสปอร์ตให้กับร้านค้า เท่านี้ก็ประหยัดไปได้หลายพันเยนหากซื้อของชิ้นใหญ่หรือซื้อของหลายรายการ

 

ระบบใหม่ Tax Refund คืออะไร?

ตั้งแต่ ปลายปี 2026 เป็นต้นไป ญี่ปุ่นจะยกเลิกระบบ Tax Free และเปลี่ยนเป็น Tax Refund แทน นั่นหมายความว่า

  • เวลาเราซื้อของ ต้องจ่ายเต็มราคาพร้อม VAT 10% ไปก่อน
  • จากนั้นจึงนำเอกสาร/ใบเสร็จไป ยื่นขอคืนภาษีที่สนามบิน หรือจุดบริการที่กำหนดก่อนเดินทางกลับประเทศ
  • ภาษีจะคืนในรูปแบบ เงินสดหรือโอนเข้าบัตรเครดิต/บัญชี ขึ้นอยู่กับช่องทางที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดไว้

 

นักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวยังไง?

การเปลี่ยนจาก Tax Free เป็น Tax Refund แม้จะยังคงสิทธิประโยชน์เรื่องการคืนภาษีเหมือนเดิม แต่ขั้นตอนต่างๆ จะซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมตัวล่วงหน้า ดังนี้

1. เตรียมงบประมาณเพิ่ม

ระบบใหม่กำหนดให้ต้อง จ่ายเต็มราคาพร้อม VAT 10% ตอนซื้อของ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องมีเงินสดหรือวงเงินบัตรเครดิตมากกว่าเดิม

ตัวอย่าง :
กล้องราคา 10,000 เยน (รวม VAT 10%) 

  • เดิม (ระบบ Tax-Free)  จ่ายเพียง 9,090.91 เยน เพราะไม่รวมภาษี 10% 
  • ใหม่ (ระบบ Tax-Refund) ต้องจ่าย 10,000 เยน แล้วจึงไปขอคืนภาษี 909.09 เยนภายหลัง

ดังนั้น ควรเผื่อเงินสดหมุนเวียนให้พอใช้ระหว่างทริป โดยเฉพาะคนที่เน้นช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม อิเล็กทรอนิกส์ หรือของฝากจำนวนมาก

2. เก็บเอกสารและหลักฐานการซื้อ

ใบเสร็จ, ใบกำกับภาษี และเอกสารที่ร้านออกให้ สำคัญสำหรับการขอ Refund หากเอกสารสูญหาย คุณจะหมดสิทธิ์ขอคืนภาษีทันที แนะนำให้พกแฟ้มเล็กๆ หรือซองเก็บใบเสร็จโดยเฉพาะ เพื่อแยกจากเอกสารการเดินทางอื่นๆ

3. เผื่อเวลาในสนามบิน

  • ขั้นตอนการขอ Refund ต้องทำ ก่อนเช็กอินหรือก่อนผ่าน ตม. โดยจะมีเคาน์เตอร์หรือเครื่องให้บริการ ในช่วง High Season (เช่น ซากุระ, โกลเด้นวีค, หิมะปลายปี) นักท่องเที่ยวที่ขอ Refund จะเยอะมาก ทำให้รอคิวนาน
  • ควรเผื่อเวลา อย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงเพิ่ม จากเวลาปกติ เพื่อไม่ให้พลาดไฟลท์กลับ

4. ตรวจสอบจุด Refund และขั้นตอนล่วงหน้า

  • แต่ละสนามบินอาจมี จุดบริการ Refund แตกต่างกัน เช่น ที่นาริตะและฮาเนดะ อาจมีหลายเคาน์เตอร์ในแต่ละเทอร์มินอล ควรเช็กข้อมูลจาก เว็บไซต์สนามบิน หรือถามเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาตามหาหน้างาน
  • บางสนามบินอาจรองรับการ Refund อัตโนมัติผ่านเครื่อง Kiosk ซึ่งสะดวกกว่า แต่ควรศึกษาขั้นตอนล่วงหน้า

5. ตรวจสอบช่องทางการคืนภาษี

  • ปกติจะมีให้เลือกคืนเป็น เงินสดเยน หรือ คืนเข้าบัตรเครดิต/บัญชีธนาคาร หากเลือกเงินสดอาจได้ไม่ครบจำนวนเนื่องจากมีค่าธรรมเนียมบางส่วน
  • หากเลือกโอนเข้าบัตรเครดิต ต้องเผื่อเวลาเพราะบางครั้งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือนกว่าจะได้รับเงินคืน

 

ทำไมญี่ปุ่นถึงเปลี่ยนระบบ?

การยกเลิก Tax Free แล้วเปลี่ยนมาใช้ Tax Refund ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการร้านค้า และการจัดเก็บภาษีของประเทศ โดยเหตุผลหลัก ๆ มีดังนี้

1. ป้องกันการทุจริตและการใช้สิทธิผิดประเภท

ที่ผ่านมามีปัญหาระบบ Tax Free เปิดช่องโหว่ ให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวตัวจริงอาศัยสิทธิซื้อสินค้าปลอดภาษี เช่น

  • ผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติในญี่ปุ่น หรือผู้ที่นำสินค้ากลับมาใช้เองในประเทศ
  • การซื้อของจำนวนมากเพื่อนำไปขายต่อ โดยไม่เสียภาษี

ทำให้สูญเสียรายได้ทางภาษีจำนวนมาก ดังนั้นการปรับระบบให้ทุกคนต้อง จ่ายก่อน-คืนทีหลัง จะช่วยคัดกรองและลดการโกงได้อย่างชัดเจน

2. ควบคุมและจัดการระบบภาษีได้มีประสิทธิภาพ

ระบบ Tax Refund ทำให้รัฐบาลสามารถเก็บข้อมูลการซื้อขายทั้งหมดได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

  • ตรวจสอบได้ว่าใครซื้อสินค้าอะไร ปริมาณเท่าไร
  • กำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวคนใดมีสิทธิได้รับภาษีคืน
  • ลดความผิดพลาดจากการให้ร้านค้าคำนวณเอง

3. ยกระดับมาตรฐานสากล

ประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่ง เช่น เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และอีกหลายประเทศในยุโรป ใช้ระบบ Tax Refund กันมานานแล้ว การที่ญี่ปุ่นปรับตามจะทำให้

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นเคยและเข้าใจระบบได้ง่ายขึ้น
  • เชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายกับมาตรฐานสากลด้านภาษี
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านการบริหารจัดการของญี่ปุ่น

4. สร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใส

ระบบ Tax Free แบบเดิมทำให้บางร้านค้าเข้าร่วม บางร้านค้าไม่เข้าร่วม สร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีร้านค้าบวกราคาแล้วทำเป็นลดภาษี ซึ่งไม่โปร่งใสเท่าที่ควร การเปลี่ยนมาใช้ Tax Refund จะช่วยให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวลว่าร้านไหนได้สิทธิหรือไม่ได้สิทธิ

 

การเปลี่ยนแปลงจาก Tax Free เป็น Tax Refund ในญี่ปุ่นที่จะเริ่มใช้ปลายปี 2026 ถึงแม้จะทำให้นักท่องเที่ยวต้องวางแผนการเงินและเวลาเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงได้รับสิทธิคืนภาษีเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องเตรียมตัวรอบคอบกว่าเดิม

ดังนั้น หากคุณวางแผนจะเดินทางไปญี่ปุ่นหลังจากระบบใหม่นี้เริ่มใช้ อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขการซื้อสินค้า เก็บหลักฐานทุกใบเสร็จ และเผื่อเวลาในการทำ Refund ที่สนามบิน เพื่อให้ทริปเที่ยว ช้อปปิ้งของคุณไม่สะดุดและได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่

และเพื่อให้การเดินทางต่างประเทศมั่นใจยิ่งขึ้น ควรมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุม จากทิพยประกันภัย ที่พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น

  • ความคุ้มครองกรณีกระเป๋าเดินทางสูญหายหรือเสียหาย
  • ชดเชยเมื่อเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินในต่างประเทศ
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง

วางแผนทริปญี่ปุ่นให้พร้อมทั้งเรื่อง การเงิน-การเดินทาง-การคุ้มครอง เพื่อให้การท่องเที่ยวของคุณเต็มไปด้วยความสุขและความสบายใจ สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736  

บทความที่เกี่ยวข้อง